[Fic] มนต์รักบ้านนา [5]
posted on 04 Dec 2009 08:03 by 264-fiction in Mon-Rak-Ban-Na
Title: มนต์รักบ้านนา
Author: Bambola
Couple: Yunho x Yuchun
Rating: PG-13
Genre: Yaoi
Status: 5
Author ’s note: ฉากท้องทุ่ง ความเป็นชนบททั้งหลายแหล่ เอามาจากพี่ไทยล้วนๆค่ะ เอาเฮเอาฮาค่ะ (จริงๆเพราะไม่เคยเห็นท้องทุ่งชนบทเกาหลีต่างหาก เอิ๊กกกกกก)
มนต์รักบ้านนา [5]
“ว่าไงจ๊ะคนสวยยยยยยยย” เสียงแหบแหลมตะโกนเหมือนปลาถูกทุบหัว ทำเอาเส้นเอ็นตรงคอขาวๆของยูชอนปูดโปนโดยอัตโนมัติ ร่างโปร่งเดินเฉยไม่สนใจ เมื่อเช้าก็มีเรื่องกันไปแล้วรอบนึง ไม่อยากมีเรื่องข้ามถิ่น โดยเฉพาะตอนนี้ตัวเขาอยู่หน้าหมู่บ้านที่นับได้ว่าเป็นถิ่นไอ้ตี๋นี่ด้วย
“อะ..อะ..อ้าวววว เรียกแล้วไม่ตอบ หยิ่งอย่างนี้เดี๋ยวหาแฟนไม่ได้นา”
ผึง เสียงฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนขาดลงทันที ปาร์คยูชอนหันตัวขวับสองมือเท้าสะเอวตามความเคยชิน ก่อนที่จะยู่ปากอิ่มลงเล็กน้อยแล้วยื่นยาวออกยามถูกขัดใจ ลืมไปซะสนิทว่าตัวเองเดินนำคนเมืองอย่างยุนโฮมาเที่ยวดูรอบหมู่บ้าน
“ไอ้เจ๊กหัวหลิม วันนี้เลือดไม่ออกจากหัวเอ็ง อย่ามาเรียกข้าว่าลูกแม่ซอนมี” เสียงเหน่อเป็นเอกลักษณ์แหวแว้ดใส่ดัง มือข้างหนึ่งละจากการเท้าสะเอวเงี้อออกหมายประทุษร้ายคนตรงหน้าเต็มที่
“เตี๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย” เสียงร้องสูงเหมือนลูกหมูถูกเชือดพร้อมกับร่างอวบวิ่งจนเกือบจะกลายเป็นกลิ้งกลุกๆหลบเข้าไปหลังร้าน แต่ไม่วายถูกมะเหงกจากเตี่ยของตัวเองอยู่ดี
“หึ ลื้อก็ไปล้ออีอยู่ได้” ไม่ว่าเปล่าแปะคิมเขกหัวลูกชายคนเดียวอีกทีใหญ่ ทำเอาคนอารมณ์โกรธกรุ่นค่อยคลายความโมโหลง ใบหน้าหวานเริ่มมีรอยยิ้ม สองมือกลับไปเท้าสะเอวตามเดิม ก่อนจะเริ่มพูดระรัวพร้อมปากยื่นปากยาวที่เป็นทุกครั้งโดยไม่รู้ตัว
“เห็นแก่อาแปะแล้วกัน วันนี้ข้าไม่เอาเรื่องก็ได้” ยูชอนพูดพลางจ้องหน้าจุนซูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากแต่จุนซูที่แสร้งทำเป็นสำนึกผิดอยู่ด้านหลังเตี่ยกลับแลบลิ้นปลิ้นตาให้จนทำเอาเริ่มมีน้ำโหอีกรอบ ปากอิ่มเริ่มยืดยาวออกอีกเตรียมพ่นคำด่า หากไม่มีมือยาวๆยื่นออกมาลากแขนเรียวซึ่งยังคงเท้าสะเอวตัวเองไว้เป็นแม่นมั่น
“เฮ้ย อะไรของเอ็ง”
“ไปได้แล้ว น้องยูชอนกำลังบกพร่องต่อหน้าที่รู้ไหม” น้ำเสียงประชดประชันยามเรียกชื่อทำให้ยูชอนรู้สึกหงุดหงิดคนด้านหลังมากกว่าไอ้ตี๋จุนซูเป็นร้อยเท่า
“เออๆ แล้วอย่าคิดว่าเอาแม่มาขู่ข้าได้ทุกครั้งนะ” ร่างโปร่งหัวเสียสะบัดแขนออก เดินตัวปลิวไปยังจุดหมายที่จะนำยุนโฮออกไปทันที ร่างสูงใหญ่ยิ้มขำกับท่าทางเหมือนเด็กประถมของอีกฝ่ายก่อนจะจ้ำอ้าวเดินตามคนตรงหน้าให้ทัน
“ถึงแล้ว ที่นี่ล่ะที่เขาทำกระดาษสากัน” น้ำเสียงห้วนกุดพร้อมใบหน้าบอกบุญไม่รับสุดขีดของยูชอนหลังจากเดินจ้ำอ้าวกันมาจนถึงส่วนหน้าของหมู่บ้าน ครอบครัวของลุงคัง ครอบครัวนี้ทำกระดาษสาขายกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมยุนโฮถึงอยากได้มาดูนักหนา ถึงกับย้ำเอากับเขาหลังกินข้าวเที่ยงเสร็จอยู่หลายรอบ
“อือ” ชองยุนโฮขานรับในลำคอ คราวนี้ไม่ได้มีทีท่ายียวนกวนประสาทเหมือนทุกครั้ง สายตาคมมองตรงไปข้างหน้าไร่ต้นไม้ตระกูลเดียวกับหม่อนและขนุนเรียงตัวเป็นระเบียบ เขียวครึ้มไปจนสุดลูกหูลูกตาเห็นแล้วทำให้รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“ชอบต้นปอสาหรือไง” เสียงห้วนอย่างเคยถามขึ้นทำเอายุนโฮหลุดจากภวังค์ของตัวเอง
“อือ” ยุนโฮหันไปมองร่างเล็กกว่ายืนกอดอก ลมยามเย็นพัดผ่านจนผมสั้นระต้นคอปลิวเคลียแก้มนวล ชองยุนโฮยืนมองภาพตรงหน้านิ่งอยู่หนึ่งอึดใจ ก่อนจะเรียกตัวเองออกจากภวังค์อีกครั้ง สองมือใหญ่รีบล้วงหยิบเอาสมุดโน้ตเล่มเล็ก วาดพื้นที่ไร่ต้นปอสาคร่าวๆ และวาดผังตัวบ้านและอาคารไม้โล่งๆของครอบครัวนี้ที่ยูชอนบอกว่าใช้ทำกระดาษสา
....โอย คิดแล้วปวดหัว ตั้งแต่เดินดูมาทั้งวัน หมู่บ้านนี้ยังเป็นธรรมชาติ ผู้คนใช้ชีวิตตามวิถีที่พระเจ้าสร้างมาให้ไม่มีสิ่งรบกวนของสังคมเมืองมาเจือปนสักนิด แล้วนี่พ่อบังเกิดเกล้าทูนหัวของเขาคิดยังไงอยากมาเปิดโรงงานทำกระดาษไกลถึงบ้านนอกแบบนี้ ชาวบ้านเขาจะยอมขายที่ให้ไหม
ทำธุรกิจสำนักพิมพ์อย่างเดียวจากนิตยสารหลายหัวที่ทำอยู่ก็รวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปกองไว้ไหนแล้ว ไม่รู้ที่เก็บไว้ในธนาคารปลวกมันกินไปบ้างหรือยัง โอย คิดแล้วยิ่งปวดหัว ยุนโฮคิดได้แค่นั้นแล้วก็คิดว่าช่างเถอะ หน้าที่เขาคือแค่มาดูพื้นที่ ส่วนเรื่องจะซื้อที่ซื้อทาง จะสร้างโรงงาน จะทำยังไงให้ชาวบ้านยอมรับ จะอะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องของพ่อเขาแล้ว
ยุนโฮหยุดยืนรับลมเย็นๆมองไร่ปอสาเขียวสุดสายตาและธรรมชาติโดยรอบอีกครั้ง..ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้พ่อมาเปิดบริษัทขายคูโบต้าอย่างที่เคยล้อพ่อเล่นจริงๆ อย่างน้อยคงเป็นเครื่องมือที่จะช่วยส่งเสริมให้ไร่ให้นาแถวนี้ดูสวยงามยิ่งขึ้น มากกว่าทำลาย
“อือ กลับกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”
“ห๊า แค่นี้นะ เอ็งให้ข้าพาถ่อเดินมาจากกลางหมู่บ้านมาข้างหน้า แค่เอ็งจะมายืนดู แล้วจดอะไรยิกๆในสมุดแค่นี้เรอะ” เสียงทุ้มหวานแว้ดอารมณ์ตามนิสัย ก่อนจะบ่นอุบอิบกับตัวเองงึมงำระหว่างเดินตามร่างสูงด้านหน้า อยู่ๆยุนโฮก็หยุดเดินไปเสียฉิบ ร่างบางด้านหลังที่มัวแต่บ่นเป็นหมีกินผึ้งไม่ทันมองเลยชนกับแผ่นหลังกว้างเข้าอย่างจัง
“โอ๊ย เอ็งนี่หยุดเดินก็ไม่บอก เจ็บนะเว้ย จมูกข้าจะหักไหมเนี่ย” ตะโกนว่าเสียงดังพลางลูบจมูกตัวเองป้อยๆ
“เหอะ จะหันมาขอบใจเสียหน่อย พูดจากไม่น่ารักกับผู้ใหญ่อีกแล้วนะครับน้องยูชอน” ท้ายประโยคเสียงทุ้มต่ำเจือไว้ด้วยร่องรอยเยาะเย้ยอยู่ในที
“เว้ยยยยย ข้าบอกกี่หนแล้ว อย่ามาเรียกข้าว่าน้องยูชอน น้องยูชอนเหมือนไอ้กล้ามเพื่อนเอ็ง ข้าไม่ชอบ”
ยุนโฮยิ้มมุมปาก เดินเข้าใกล้คนตัวเล็กตรงหน้าที่ยังคงง่วนสำรวจอยู่กับจมูกตัวเอง
“แล้วจะให้เรียกว่าไงดี.... ดาร์ลิ้ง..... ฮันนี่...หรือ สวีทฮาร์ต” ไม่พูดเปล่าใบหน้าหล่อจัดโน้มลงเขยิบเข้าใกล้ใบหน้าหวานทุกครั้งที่ชื่อเรียกแต่ละชื่อถูกเสนอออกจากปาก ใกล้เข้าไปจนเห็นรอยย่นระหว่างหัวคิ้ว และแววตาเคียดแค้นมองมาได้ชัดเจน
“ฮึ่ยยยย ไอ้บ้า ใครเขาเรียกผู้ชายด้วยกันอย่างนั้น แล้วอีกอย่างข้ากับเอ็งไม่ได้เป็นอะไรกันนะเว้ย ถึงข้าไม่ได้เรียนหนังสือแต่ไอ้คำพวกนั้นข้ารู้ความหมายนะ” คนปากดีตวาดแว้ดไปถอยหลังกรูดไป นึกแล้วไอ้หล่อนี้มันต้องเป็นอย่างว่าอย่างที่คิดไว้กับไอ้กล้ามนั่นแน่ๆ มีที่ไหนผู้ชายตัวเท่ายักษ์สองคนจะมาเที่ยวเล่นดูธรรมชาติกันสองคน เดาไม่เคยผิดแต่ทีซื้อหวยไม่ยักกะถูก ยูชอนตีหน้ายุ่งขณะคิดไปพลางขนลุกไปพลาง ไม่ทันมองว่าใบหน้าคมเขยิบใกล้เข้ามาจนปลายจมูกโด่งของคนเมืองแตะอยู่กับปลายจมูกของตัวเองแล้ว และทันทีที่เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นตรงข้างหูกับสัมผัสแผ่วเบาเฉียดข้างแก้ม นักเลงโตแห่งชอนจูถึงกับสะดุ้งเฮือก ถอยตัวกรูดออกห่างเป็นโยชน์ สองมือเล็กยกขึ้นกันตัวเองเป็นรูปกากบาททันที
“หึ” ยุนโฮมองภาพคนเก่งในหมู่บ้านแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งยืดตัวตรงเหมือนเดิม หันหลังกลับออกเดินโดยไม่สนใจไกด์จำเป็นของตัวเองอีก
“ถ้างั้นก็ยอมให้ฉันเรียกว่าน้องยูชอนเหมือนเดิมซะ” เสียงพูดยานคางดังออกมาให้ได้ยิน ปาร์คยูชอนที่เริ่มออกเดินตามไปอีกครั้งคำรามในลำคอทันทีที่ได้ยินจบประโยค
“ไม่..”
“อ๊ะ ถ้าไม่ได้ ฉันก็จะเรียกนายว่าสวีทฮาร์ตชอนนี่” ยุนโฮจบบทสนทนาด้วยคำพูดกลั้วหัวเราะในลำคอ ทิ้งให้ยูชอนเดินกระทืบเท้าเหยียบหญ้าจนเผลอเหยียบขี้ควายอย่างขัดใจ ร่างบางยกเท้าตัวเองมองหงุดหงิดเต็มที่ อารมณ์เสียกับไอ้คนเมืองกรุงไม่พอ วันนี้มันวันซวยของเขาจริงๆ ต้องมาเป็นไกด์ให้คนกวนประสาทนี่ เจอไอ้ตี๋จุนซู แล้วยังมาเหยียบขี้ควายก่อนกลับบ้านอีก ควายมันโง่ที่ขี้ไม่เป็นระเบียบเป็นที่เป็นทาง หรือเขาโง่เองกันวะเนี่ยคันนาตั้งกว้างดันเหยียบโดน ทั้งนี้ทั้งนั้นยูชอนไม่คิดอะไรให้มากความ ต้นเหตุความซวยซึ่งเขายินดียกตำแหน่งให้ฟรีๆโดยไม่ต้องรอถามเจ้าตัวว่าอยากได้รับหรือไม่ เดินตัวปลิวผิวปากอารมณ์ดีอยู่ด้านหน้า
“หนอย..ถ้าข้าซวยแล้ว เอ็งต้องซวยด้วย” สายตาเคียดแค้นมองตรงแผ่นหลังใหญ่ ว่าแล้วร่างบางก็ออกวิ่งฉิวเข้าเทียบเคียงด้านข้างร่างสูงโปร่งทันที ใบหน้าน่ารักยิ้มหวานให้ยุนโฮจนเขาต้องหยุดเดินหันมามองหน้ายูชอนชัดๆ หากแต่คนเจ้าปัญหาตรงหน้ากลับยิ่งฉีกยิ้มหวานที่เห็นแล้วหัวใจยุนโฮมันพาลรู้สึกหวิวๆยังไงพิกล
“ตัวร้อนไหมเนี่ย หรือว่าวันนี้แว้ดไปแว้ดมาเยอะจนไข้ขึ้น” ไม่ว่าเปล่ายุนโฮใช้หลังมือแตะบนหน้าผากคนตรงหน้าทันที
ตัวก็ไม่ร้อนนี่หว่า...
สายตาคมมองดวงตากลมคู่โตช้อนสายตาขึ้นมองสบมา ก่อนจะยิ้มหวานกว้างเข้าไป ร่างสูงถอนหายใจ ยักไหล่น้อยๆ ส่งสายตาให้คนตัวเล็กว่าถ้าไม่พูดเขาก็เดินต่อ แต่ความรู้สึกเหนอะๆตรงหน้าแข้งพร้อมกลิ่นฉุนไม่พึงประสงค์ลอยกระทบจมูกเป็นคำตอบของรอยยิ้มละลายโลกของไอ้เด็กแสบนี่ได้ดี เจ้าตัวหัวเราะเอิ๊กอ๊ากในลำคอก่อนจะวิ่งฉิวตัวปลิวออกไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ยยย กลับมาก่อน ทำอย่างนี้ได้ยังไง เฮ้ยยย ลืมไปแล้วเหรอไงน้าซองมีสั่งให้ดูแลฉันยังไง” ไม่ได้ผลแล้ว ยูชอนตอนนี้วิ่งหัวเราะดังลั่นทุ่งออกไปไม่กลัวเขาฟ้องแล้วโดนน้าซอนมีบิดหูยาน
ชายหนุ่มสมบูรณ์แบบเดินงุ่นง่าน ก่อนจะทำหน้าตาเหยเกเมื่อยกขาขึ้นมาดูและดมกลิ่นใกล้ๆ วนหาใบไม้แถวนั้นเช็ดคราบเหม็นบริเวณหน้าแข้งออก
... วันนี้วันเดียว ไอ้เด็กนี่มันทั้งเตะลูกชายน้อยของเขาจนต้องหน้าเหลืองหน้าเขียว แล้วยังเอาขี้ควายจากรองเท้ามาป้ายหน้าแข้งเขาอีก ยังไงแค้นนี้ต้องเอาคืน
“อูยยย โอยยย แม่จ๋าๆๆๆ พอแล้วๆ พอเถอะนะ นะ นะ” เสียงที่เคยแผดแว้ดๆกลับเจื่อนจ๋อยลงร้องขอความเห็นใจเอากับคนเป็นแม่ เห็นแล้วยุนโฮพาลอยากหัวเราะ แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าคมจำต้องกลั้นและตีสีหน้านิ่งเฉย มองภาพใบหน้าหวานบิดเบี้ยวเจ็บปวดจากการถูกน้าซองมีจับจิกไม่พอยังบิดหูขาวๆนั่นจนเกือบม้วนเป็นวงกลมได้แล้ว
“พอได้ยังไง เอ็งไปแกล้งเอาขี้ควายป้ายขาคุณเขาแบบนั้นได้ยังไง ไอ้เด็กคนนี้นี่สั่งสอนไม่รู้จักจำ ก๋ากั่นจนเกินเหตุแล้วนะ” ปาร์คซองมีไม่ว่าเปล่าๆให้เสียเวลามือเรียวเล็กจับบิดหูลูกชายสุดที่รักสุดแรงอีกรอบ
“โอ้ยๆๆๆ แม่ๆๆๆ แม่จ๋า ฉันยอมแล้ว ฉันยอมแล้ว” ยูชอนดิ้นพราดๆน้ำตาเล็ดด้วยความเจ็บปวด จนเมื่อได้ยินประโยคที่พอใจแล้วซองมีถึงได้ปล่อยมือ
“เอ้า เข้าใจแล้วก็ทำสิ” คนเป็นแม่ว่าเสียงดุ พลางพยักเพยิดหน้าไปทางใบหน้าคมที่ยังตีหน้านิ่งสนิท
ร่างบางจึงลุกขึ้นเดินกระฟัดกระเฟียดไปตรงหน้าร่างสูงโปร่งซึ่งกำลังนั่งกอดอกรออยู่บนพื้นบ้าน คิดแล้วมันน่าโมโห นึกว่าจะได้แกล้งแก้เผ็ดไอ้หล่อนี่ให้สาสมกับความซวยที่เขาต้องเจอมาตลอดวัน แต่ไม่นึกเลยว่ายุนโฮมันจะมาเหนือเมฆขนาดนี้ แค่เหยียบย่างขึ้นบันไดเรือน หน้าตาที่เคยยียวนกวนประสาทกลับตีหน้าเศร้าเหงาและหงอยจนแม่เขาสังเกตได้ แล้วเลยเถิดเกิดซักไซ้เรื่องราวขึ้นมา ไม่อยากจะเชื่อ ขนาดยูชอนว่าตัวเองดูละครเยอะแล้ว แต่ไอ้อาการปั้นหน้าเศร้าเล่าเหตุการณ์พร้อมเสริมออปชั่นให้ดูหน้าสงสาร ไอ้หล่อมันทำได้ดีตีบทแตกกระจุยจนแม่เขาทำหน้ายักษ์ขมูขีเดินมาจับหูเขาบิดเอาๆเหมือนเก็บเด็ดเม็ดพริกหลังบ้านตอนเอาไปทำกับข้าวยังไงยังงั้นเลย แถมยังออกคำสั่งให้ขอโทษมันอีก โว้ยยยย มันมาอยู่แค่สองสามวันรักมัน โอ๋มัน ไม่รับมันมาเป็นลูกเสียเลยล่ะ คิดแล้วยูชอนก็สะดุ้งเฮือก ไม่เอาดีกว่า ถ้าแม่รับมันมาเป็นลูกจริง มันก็มาเป็นพี่ชายเขาน่ะสิ มีพี่ชายแบบนี้เขายอมโดดจมกองขี้อีสีนวลตายดีกว่า
“ยูชอน” เสียงเหี้ยมของซองมีดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากเห็นลูกชายยืนขมวดคิ้วต่อหน้ายุนโฮอยู่นาน
“แต่แม่ ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่..”
“ไม่ต้องมีแต่ เอ็งทำผิดกับคุณเขาก็ต้องขอโทษ หรืออยากโดนอีก” ซองมีตวาดแว้ดไม่รอให้ลูกชายพูดแก้ตัวเหมือนเดิมซ้ำๆเป็นรอบที่ร้อยจนจบ
“พอแล้วๆแม่ เออ...ขอโทษ” ประโยคสุดท้ายใบหน้าหวานหันไปทำหน้าบูดเอ่ยขอโทษเสียงห้วนกุด
“หา..น้องยูชอนว่าอะไรนะครับ พี่ไม่ได้ยินเลย มายืนบ่นอะไรงึมงำ” ใบหน้าคมเอียงมองร่างโปร่งที่ยืนตรงหน้า กลั้นหัวเราะจนรู้สึกปวดท้อง
“ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ ไอ้ยินรึยังห๊า ไอ้บ้าได้ยินไหม ขอโทษว้อยยยยย” เสียงเหน่อตวาดแว้ดดังขึ้นด้วยความโมโห ลืมไปเลยว่ามีแม่นั่งอยู่ด้านหลัง และปาร์คซองมีก็ไม่รอให้ยูชอนนึกออก มือเรียวเล็กของเธอคว้าจับใบหนูนิ่มแดงเป็นปื้นจากฝีมือเธอเอง ก่อนจะออกแรงบิดอีกรอบ
“อ๊ากกก แม่จ๋า ขอโทษจ๊ะ ฉันขอโทษ แม่จ๋า แม่ปล่อยก่อนนะ แม่” เสียงร้องโอดครวญน่าเวทนาพร้อมร่างบางที่ถูกลากถูลู่ถูกังเดินออกไปยังหลังเรือน
“นี่คุณ กลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวกับข้าวกับปลาทำเสร็จจะให้ยูชอนมันไปตามที่บ้านชางมิน ส่วนเอ็งยูชอนมานี่มา ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเอ็งยาวๆเลย” ตะโกนบอกจบ ซองมีลากลูกชายตัวดีลงบันไดออกไปทางในครัวหลังบ้าน ยุนโฮมองภาพตรงหน้ากลืนน้ำลายอึกใหญ่ จะว่าสมน้ำหน้าก็สมน้ำหน้า จะว่าสงสารก็สงสาร ร่างใหญ่ยกไหล่ไหวเล็กน้อยอย่างไม่ใส่ใจ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เขาควรกลับไปบ้านชางมินเสียที จะได้กลับไปดูไอ้ชูชกหน้าหล่อเพื่อนเขาด้วย ไม่รู้อาการจะดีขึ้นหรือยัง
ชองยุนโฮยืนมองภาพตรงหน้าด้วยอาการขาซ้ายกระตุกถี่ยิบ จนเจ้าตัวต้องเอามือกดขาตัวเองไว้ไม่ให้มันลอยไปพาดอยู่บนหน้าหล่อๆของเพื่อนตัวดีเสียก่อน นอกจากจะไม่เห็นอาการอ่อนเพลียจากท้องเสียที่เห็นมันจะเป็นจะตายอยู่เมื่อตอนกลางวันแล้ว เขายังพบว่ามันนั่งคุยพร้อมทำท่าทางก้อร่อก้อติกเด็กชางมินไปด้วย
นี่ตกลงมันปล่อยให้เขาไปทำงานอยู่คนเดียว ส่วนมันมาปิกนิกพักร้อนใช่ไหมเนี่ย
“อะแฮ่ม” ยุนโฮเลือกที่จะกระแอมเสียงดังๆหวังให้แจจุงรู้ตัวเสียทีว่าเจ้านายที่พ่วงด้วยตำแหน่งเพื่อนและออกจะเป็นเบ๊กลายๆ ณ บ้านนาแห่งนี้มาถึงแล้ว แต่เจ้าตัวดูท่าจะไม่รู้สึกตัวยังคงคุยออกรสชาติกับชางมิน เด็กหนุ่มหน้าตาซื่อนั่งยิ้มนิ่งพยักหน้าหงึกหงักฟังเรื่องตลกฝืดๆของเพื่อนเขา ยังไม่พอท่าทางไอ้หน้าม่อแจจุงคุยไปคุยมามือยาวๆเริ่มเลื้อยไปวางแหมะบนบ่าเด็กตัวโย่งโอบไหล่กันชนิดที่คนนอกอย่างเขาเห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่าชาติที่แล้วมันเป็นปลาไหลแน่นอน เลื้อยไหลลื่นเลยทีเดียว จะมีแต่ชางมินที่ยังไม่รู้ตัวเท่านั้น ใบหน้าซื่อน่ารักยิ้มรับพร้อมกับหัวเราะน้อยตาม
หนอย..ไหนบอกว่าชอบไอ้เด็กแสบยูชอนไง มาถึงบ้านนอกบ้านนามันยังไม่ทิ้งลาย เกิดเรื่องอะไรขึ้นเขาไม่รับรู้ด้วยแล้ว แต่เอ...ผู้ชายท้องไม่ได้นี่หว่า ดีไป ....ไม่ได้ๆไม่ดี ไม่ดีแน่ๆ ต้องหาทางห้ามเพื่อนตัวดีของเขา มาอยู่แค่อาทิตย์เดียวจะไปทำสนิทสนมนอกหน้ากับเด็กพวกนี้ได้ยังไง
“อะแฮ่ม” ยุนโฮกระแอมเสียงดังกว่าเก่าอีกครั้ง ได้ผลคิมแจจุงหันขวับมามอง ใบหน้าเปื้อนยิ้มยังหัวเราะไม่หยุดขณะพูดทักทาย
“อ้าวกลับมาแล้วเหรอ เป็นไงบ้างมึงไปเที่ยวดูหมู่บ้าน”
ถุย...ไอ้แจจุงมึง
ยุนโฮขาซ้ายกระตุกยิ่งกว่าเก่าเมื่อฟังแจจุงพูดจบ ตกลงมันลืมไปแล้วจริงๆใช่ไหมว่ามานี่มาทำงานมาดูที่ทางตั้งโรงงาน มาเที่ยวดูหมู่บ้านน่ะแค่ข้ออ้าง โอย อย่าลูกใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้ ถึงนิสัยจะเหี้ยไปหน่อยแต่หน้าหล่อๆแบบนั้นก็เพื่อนพ่อนะนั่น ยุนโฮเพ้อบ่นเอากับขาซ้ายตัวเอง ก่อนจะฉีกยิ้มตอบกลับไปให้เพื่อนสนิท
“เออ สนุกมากกกกกกกกกเลยมึง เดินตากแดดทั้งวัน รบราฆ่าฟันกับไอ้เด็กนรกนั่นด้วย กูสนุกมากกกกกกกกก แล้วอาการท้องเสียของมึงหายแล้วใช่ไหม พรุ่งนี้มึงก็ออกไปกับน้องยูชอนของมึงเองเลยนะ ส่วนของกูกูทำเสร็จแล้วเหลือแต่ส่วนของมึงนั่นแหละ” ว่าแล้วมือเรียวใหญ่ล้วงหยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กออกจากกระเป๋าโยนมันลงตรงหน้าแจจุงที่เพิ่งทำหน้าเหมือนนึกออกมามาทำงาน
“เออ หายแล้ว พรุ่งนี้มึงไม่ไปแน่นะ” แจจุงหยิบสมุดโน้ตเปิดอ่านข้อมูลกับรูปภาพที่ยุนโฮหามาคร่าวๆด้วยท่าทีเป็นการเป็นงานของนักการตลาดมือทองทันใด
“อือ กูเหนื่อย เดินเหนื่อยไม่เท่าไหร่ ให้ไปทะเลากับน้องยูชอนของมึง กูเหนื่อย” ร่างสูงใหญ่เลื้อยลงนอนเอากับพื้นไม้ของบ้านด้วยสภาพที่บ่งบอกว่าเหนื่อยเหมือนคำพูดจริงๆ
“เยสสสส ดีเลยมึง ดีมาก ขอบใจที่เปิดโอกาสให้เพื่อน” ฉับพลันไอ้คนที่ท่าเป็นการเป็นงานต่อหน้ายุนโฮก็หายสาบสูญไปฉิบ กลายเป็นไอ้หน้าม่อคนเดิม ยังไม่พอแจจุงเดินมาตบไหล่ยุนโฮดังป้าบ ก่อนจะเดินฮัมเพลงอารมณ์ดีไปอาบน้ำหลังบ้าน
“พะ..พี่ยุนโฮ ยูชอนแกล้งอะไรพี่มากหรือเปล่า พี่อย่าถือสามันเลยนะ มันก็เป็นแบบนี้ล่ะ ถ้ามันแกล้งอะไรพี่มากฉันขอโทษแทนเพื่อนด้วยนะจ๊ะ” เสียงเหน่อแสนสุภาพของชางมินเอ่ยถามกล้าๆกลัวๆ และรู้สึกสำนึกผิดต่างจากเจ้าตัวที่กล่าวถึงลิบลับทำเอายุนโฮต้องเงยหน้าจากการนอนคว่ำหมดแรงบนพื้น ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิมองเด็กตัวโย่งอ่อนวัยกว่าเขาหลายปีนัก
“พี่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้จิ๊บๆ ถ้านับกับสิ่งตอบแทนที่ยูชอนเจอน่ะนะ” ใบหน้าหล่อจัดยิ้มยกมุมปากอย่างมีเลศนัย เมื่อนึกถึงภาพไอ้เด็กแสบนั่นโดนลากไปสำเร็จโทษโดยน้าซองมีแล้วอารมณ์ดีขึ้นมากโข ว่าแล้วร่างใหญ่โตก็เลื้อยลงไปนอนรับความเย็นจากพื้นไม้หน้าเรือนของชางมินรับลมนิ่งๆอีกครั้ง
สายตาอาฆาตแค้นจ้องตรงมาจากดวงตาคู่กลมโต แก้มยุ้ยจนแทบย้อยปะเต็มไปด้วยแป้งขาวสองข้าง หากแต่ใบหูกลับแดงก่ำจนหน้าคนที่จ้องเขามาตอนนี้เหมือนลิงกังโมโหหิวจนยุนโฮแทบอยากหัวเราะก๊ากแล้วลงไปดิ้นพราดๆเอากับพื้นเสียให้ได้ แต่ติดที่ต้องแกล้งตีหน้าเศร้าเพราะน้าซองมีนั่งอยู่ด้วย ร่างสูงเลยทำแค่ส่งสายตาเยาะเย้ยกลับไปให้ พร้อมพูดไม่ออกเสียงให้ยูชอนอ่านริมฝีปาก
..สมน้ำหน้า....
เสียงวางตะเกียบดังปังจากมือขาว ก่อนที่เจ้าตัวจะลุกออกไปนอกวงสำรับเดินลงไปใต้ถุนเรือนหัวเสียสุดๆ
“อ้าว ยูชอนเอ็งจะไปไหนไม่กินข้าวหรือยังไง เมื่อกี้ก็บ่นหิวจะเป็นจะตาย” ปาร์คซองมีตะโกนถามลูกชายซึ่งเดินตัวปลิวลงบันไดเรือนออกไป
“ไม่หิวแล้วแม่ กินไม่ลง เดี๋ยวลงไปเล่นกับอีสีนวลก่อน อารมณ์คงดีขึ้นบ้าง”
“สงสัยยังโกรธผมอยู่แน่ๆเลยครับ ผมเป็นต้นเหตุให้คุณน้าทะเลาะกับยูชอนหรือเปล่าครับ ผมรู้สึกผิดจริงๆเลย” ใบหน้าคมของยุนโฮหันไปทำตาเศร้าพร้อมพูดเสียงเศร้าเจือไปด้วยความกังวลใจจนแจจุงแทบอยากลุกขึ้นอ้วก ไอ้เจ้านายเพื่อนสนิทเขานี่บทจะแสบก็แสบจนน่าหมั่นไส้ ตีหน้าโกหกได้หน้าด้านๆ คิดแล้วสงสารยูชอน เขาควรจะลุกตามไปดูหน่อยดีกว่า แต่แล้วยุนโฮกลับลุกขึ้นยืนตัดหน้าไปซะก่อน
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมไปตามน้องยูชอนมาทานข้าวนะครับ ผมจะได้ไม่รู้สึกผิดว่าผมเป็นต้นเหตุให้คุณน้ากับลูกชายทะเลาะกัน”
“ไม่ต้องหรอกคุณ มันก็เป็นแบบนี้ล่ะ น้าเอาใจมันจนเคยตัว คราวนี้มันจะได้รู้บ้างว่าทำผิดแล้วต้องได้รับโทษ”
“เอาเถอะครับ ผมจะได้สบายใจไม่รู้สึกผิดนะครับ” ไม่รอให้ซองมีตอบอีกร่างสูงโปร่งก็เดินลิ่วตามแผ่นหลังบางที่เดินออกไปก่อนหน้า
“เฮ้ยย ไอ้ยุนมึงทำงี้ได้ไง” แจจุงร้องประท้วงเสียงดัง แต่แล้ววิ่งตามเพื่อนไปติดๆ ทำเอาทั้งซองมีทั้งชางมินนั่งหน้าเหวอไม่เข้าใจหนุ่มเมืองกรุงทั้งสองคน ยุนโฮถอนหายใจเฮือกใหญ่ กอดคอเพื่อนรักเข้ามาใกล้ๆกระซิบกระซาบพอได้ยินกันสองคน
“อะไรของมึงวะไอ้แจ กูจะตามไปเคลียร์กับน้องยูชอนของมึงไง ถ้าพรุ่งนี้แม่งไม่ยอมพามึงไปดูที่ทำไงวะ เพราะตอนนี้ใช้มุขเดิมเอาแม่มาขู่ไม่ได้แล้ว เพราะถึงจะทำตัวดีกลับมาก็โดนแม่บิดหูอยู่ดี สงสัยกูจะแกล้งมากไปหน่อย ถ้ากูไม่ไปเคลียร์พรุ่งนี้ไม่มีไกด์เชิญมึงเดินงมดูที่ดูทางกลางแดดคนเดียวเลยนะครับมึง เพราะกูบอกไปแล้วว่ากูไม่ไปด้วย”
“เออจริงของมึง งั้นเดี๋ยวกูกลับไปกินข้าวต่อ น้าซองมีกับชางมินจะได้ไม่สงสัย แต่มึงนี่ฉลาดจริงๆเลย” แจจุงพูดชื่นชมเพื่อนอย่างปิดไม่มิด
“ก็ใช่สิ กูเลยเป็นเจ้านายมึงไง” ยุนโฮพูดจบตบไหล่แจจุงแรงๆสองสามที ก่อนจะรีบเดินจ้ำอ้าวตามร่างบางที่เดินนำหหลายก้าวแล้ว
ใบหน้าหวานบูดสนิทเหมือนแกงค้างคืนขณะเดินปึงปังไปยังใต้ถุนบ้านชางมิน อีสีนวลนั่งเล็มหญ้าอยู่ในคอกข้างๆบ้าน มันผงกหัวพร้อมเขายาวเฟื้อยขึ้นมองทันทีที่เห็นยูชอนก้าวเข้ามา ก่อนจะหันไปอย่างไม่สนใจราวกับรู้ว่าไม่ใช่เจ้านายของมัน
“บ๊ะ อีสีนวล ขนาดเอ็งยังเมินข้าเลยเหรอวะเนี่ย ฮึ่ยยยย เพราะไอ้บ้าสองคนนั่นแท้ๆ ทั้งแม่ทั้งชางมินเลย เข้าข้างมันกันเข้าไป โดนหน้าตามันหลอกแล้ว หนอยทำเป็นเศร้า เฮอะ พรุ่งนี้ก็เดินตากแดดงมเอาเองแล้วกัน ทำตัวดีๆก็โดนแม่บิดหูขาดอยู่ดี ฮึ่ยยย” กระแทกตัวลงนั่งกับพื้นหน้าคอกอีสีนวล มือบางจับใบหญ้าเด็ดทึ้งระบายอารมณ์
“ไม่มีคนฟังจะต้องมาระบายให้ควายฟังแล้วเหรอน้องยูชอน” เสียงทุ้มต่ำเบื้องหลังทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้งเฮือก นี่มันจะตามรังควาญเขาไปถึงไหน
“เออ อย่างน้อยพูดกะอีสีนวลมันก็เข้าใจง่าย กว่าพูดให้คนบางคนฟัง” มือเล็กยิ่งจับใบหญ้าขึ้นมาทึ้งมากขึ้นอีกตามอารมณ์ที่เริ่มกรุ่นโกรธ ความเจ็บที่ใบหูสองข้างยังไม่หาย ยิ่งเห็นหน้ากวนตีนของยุนโฮยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หูมากกว่าเดิม
“เฮ้ออ หน้าตาออกจะน่ารักแต่คำพูดคำจาไม่น่ารักเลย” ยุนโฮแสร้งถอนหายใจก่อนจะถือวิสาสะนั่งลงบนพื้นดินข้างๆยูชอน กลิ่นหอมสดชื่นจากคนตัวบางที่อาบน้ำเรียบร้อยแล้วลอยแตะจมูก แต่แล้วใบหน้าคมก็ขมวดคิ้ว ไอ้เด็กนี่มันบ้าหรือมันบอ อาบน้ำเสร็จแล้วมานั่งลงกับพื้นดินอีก
“โว้ยยยยยย ก็บอกว่าอย่ามาบอกว่าข้าน่ารัก ข้าเป็นผู้ชายนะเว้ย จะน่ารักได้ยังไง นึกแล้วเอ็งมันพูดไม่รู้เรื่องยิ่งกว่าอีสีนวลอีก” ยูชอนลุกขึ้นปัดกางเกงพยายามระงับอารมณ์ เขาจะต้องไม่เผลอทำร้ายยุนโฮ แค่นี้หูเขาก็ระบมจนแทบขาดออกแล้ว ถ้าเขาทำอะไรไอ้ลูกชายคนใหม่ของแม่ มีหวังไม่พ้นคืนนี้หูเขาหลุดคามือแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองแน่นอน
ฟากยุนโฮโดนด่าเอาไปเปรียบเทียบกับอีสีนวลแต่ทว่าเจ้าตัวกลับยังยิ้มกว้าง นั่นยิ่งทำให้ยูชอนฮึดฮัดขัดใจยิ่งกว่าเดิม
“อ้าวเหรอ เป็นผู้ชายเหรอเนี่ย ไม่บอกไม่รู้นะ ตัวก็เล็ก ขาวก็ขาว แถมที่สุดปากยังจัดอีกต่างหาก” ยุนโฮยิ้มพูดเสียงยานคางอย่างใจเย็น การได้เห็นยูชอนเต้นเหมือนเจ้าเข้า ถือว่าเหมือนได้ดูโชว์สนุกสนานระดับท็อปเลยทีเดียว
“เว้ยยย ไม่ไหวแล้วว้อย” ว่าแล้วมือเรียวเล็กเริ่มเท้าสะเอวตามความเคยชินโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพยายามพ่นคำด่าทอร่างสูงตรงหน้าให้หายขุ่นข้องหมองใจ หากไม่ได้โดนยุนโฮขัดจังหวะเสียก่อน
“อ๊ะ อ๊ะ นี่ไง มือเท้าสะเอวแล้ว” ยุนโฮยิ้มกริ่มลุกขึ้นยืนกอดอกพลางมองใบหน้ากลมเริ่มขึ้นสีแดงมากขึ้นเรื่อยตามระดับความโกรธ ยูชอนลดมือลงทันใดทำหน้าตกใจในความเคยชินของตัวเอง สักพักร่างเล็กก็เริ่มจิกทึ้งหัวตัวเอง
ทั้งชีวิตนี้สิ่งที่ปาร์คยูชอนเกลียดที่สุดมีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือหน้าตาน่ารักไม่สมกับเพศของตัวเอง ตั้งแต่เด็กๆเข้าเรียนโรงเรียนประถมก็ถูกทักผิดว่าเป็นเด็กผู้หญิง โตขึ้นมาหน่อยทั้งๆที่มีนิสัยเหลือรับขนาดนี้ก็ยังมีคนทำหน้ามึนมาทักและปฏิบัติกับตัวเองเหมือนผู้หญิงอีก รวมถึงไอ้คู่ปรับตัวฉกาจอย่างไอ้ตี๋จุนซูด้วย
ส่วนอย่างที่สองคือ คนกวนตีน หน้ามึน หน้าม่อ ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงรวมอยู่ในตัวผู้ชายตรงหน้าเขาทั้งสิ้น ยูชอนกัดริมฝีปากล่างตัวเองขัดใจก่อนจะตะโกนก้อง
“เว้ยยยย ข้าเป็นผู้ชายว้อย จะดูไหมมีไอ้นั่นเหมือนเอ็งนั่นล่ะ” ไม่ว่าเปล่ามือเรียวเล็กจับขอบกางเกงเตรียมถลกลงให้เห็นกันจะจะไปเลยว่าเขาแมนทั้งแท่ง แต่ทว่ายุนโฮยังคงยืนกอดอกยิ่มกริ่มเหมือนเดิม คิ้วหนายกขึ้นพลางพยักหน้าให้ความหมายว่าอยากทำอะไรก็เชิญ ยิ่งทำให้ความโกรธของยูชอนมากจนทะลุปรอท มือสองข้างเตรียมถลกดึงกางเกงลงพรวด
“ใครน่ะ พวกเอ็งทำอะไรกันอยู่” เสียงแหลมเล็กตะโกนถามห่างออกไป เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ไกลๆก่อนที่จะรีบวิ่งเข้ามาหาเขาสองคนรวดเร็ว
ตายห่า..ยูชอนสบถในใจเมื่อมองเห็นเด็กหน้าเป็นที่เดินเข้ามา สองขาเรียวเตรียมเผ่นหนีออกไปให้เร็วที่สุด หากแต่เด็กผมสั้นเกรียน หน้าแป้นแล้น ยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวขาวดันตาคล้ำๆจนยิบหยี โถมกระโดดกอดเขาทั้งตัว
“พี่ยูชอนจริงๆด้วย ข้าตามหาพี่ตั้งหลายวัน กลางวันไม่อยู่ตลอดเลย หลบหน้าข้าหรือไง”
ตาย..ตาย..ตาย..ตายห่าด้วย วันนี้เขาสบถคำหยาบคายไปแล้วกี่ครั้ง แล้วช่วงนี้เขาเผลอเหยียบมดตายไปกี่ตัวทำมันพระพุทธเจ้าถึงได้ลงโทษเขานัก ยูชอนดันไอ้เด็กตัวเล็กหน้าเป็นออกห่าง แต่มือราวปลิงของมันเกาะเอวเขาแน่นไม่ยอมปล่อยไปไหน ส่วนยุนโฮได้แต่ยืนตาโตมองผู้มาใหม่งงๆ
อย่างที่เคยบอกในโลกนี้ปาร์คยูชอนไม่กลัวใครหน้าไหนยกเว้นแม่ของตัวเอง แต่ชีวิตคนเราก็มีเรื่องให้ยกเว้นได้หลายเรื่องและไอ้เด็กเปรตที่เกาะเป็นลูกลิงไม่ยอมปล่อยนี่ก็นับเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นของเขา
...อีซึงรี...
มันกลับมาบ้านนอกตั้งแต่เมื่อไหร่วะ
To be continued